ย้อนพระราชดำรัส แฝงคติธรรมอันทรงคุณค่า ของแ ม่ แห่งแผ่นดินไทย ที่ใช้ได้ในชีวิตจริง

Uncategorized

ย้อนพระราชดำรัส แฝงคติธรรมอันทรงคุณค่า ของแ ม่ แห่งแผ่นดินไทย ที่ใช้ได้ในชีวิตจริง

“แม่ คือรอยยิ้มของแผ่นดิน” วันแม่แห่งชาติ” 12 สิงหาคม เวียนมาบรรจบของทุกปี และในปีนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 88 พรรษา


ในวาระมิ่งมหามงคลนี้ ขออัญเชิญ 10 พระราชดำรัสแฝงธรรม ที่พระองค์ทรงเคยมีรับสั่งในโอกาสต่างๆ เพื่อให้ลูกหลานไทยน้อมใส่เกล้าใส่กระหม่อม ใช้เป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต และจะได้เป็น ‘คนดี’ สมดังความมุ่งพระราชหฤทัยของพระองค์


“ความเจริญทางด้านวัตถุ ทำให้โลกของเรามีความก้าวหน้าและสะดวกสบายขึ้นอย่างยิ่ง จึงต้องนับว่าความเจริญทางวัตถุนี้เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากสำหรับชีวิต แต่ชีวิตของเรายังต้องการความเจริญอย่างอื่นด้วย คือความเจริญด้านจิตใจ ซึ่งสำคัญและจำเป็นไม่น้อยไปกว่าความเจริญทางวัตถุเลย”


“มนุษย์เรานี้ควรจะมีการให้ต่อกันบ้าง อย่างน้อยก็เวลาสดับตรับฟังความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่จะงกๆ เงิ่นๆ ละโมบแต่หาความสุข กอบโกยหาโชคลาภสู่ตนเองโดยไม่นึกถึงผู้อื่น เมื่อเราไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว เราจะมีความสุขได้อย่างไร โลกนี้ก็จะมีแต่ความแห้งแล้ง ไร้น้ำใจ จิตใจของคนก็จะพลอยโหดเหี้ยมไปด้วยความเห็นแก่ตัว และจะขาดความสงบสุขในที่สุด”


“ในการรวมตัวกันเพื่อทำงานต่างๆ นั้นย่อมจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง แต่ปัญหาใดๆ ก็ย่อมขจัดเสียได้โดยอาศัยความสามัคคีเป็นคุณธรรมที่จะร้อยรัดให้ทุกคนเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอเพียงให้แต่ละคนไม่ยึดถือ “อัตตา” คือ ตัวตนของผู้หนึ่งผู้ใดเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น”


“ศาสนาทุกศาสนามุ่งสอนให้คนประพฤติดี ให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ศาสนาเป็นที่พึ่งตลอดไปของมนุษย์ ทั้งในยามสุขและในยามทุกข์ ช่วยเตือนสติเราไม่ให้ประมาทหลงระเริงในยามยินดีมีความสุข ช่วยเราไม่ให้หมดสติ รู้สึกเคว้งคว้างในยามมีทุกข์”


“บุคคลแม้จะเป็นผู้ที่ขาดความมั่นคงทางวัตถุ แต่ร่ำรวยยิ่งในด้านคุณธรรม มีความรักและห่วงใยในเพื่อนมนุษย์ จึงนับว่าเป็นผู้ที่พระพุทธศาสนายกย่องแล้วว่าเจริญแท้”


“ชุมชนใดที่มนุษย์รู้จักแผ่เมตตาต่อกัน ชุมชนนั้นเป็นแหล่งที่เจริญ ถ้าราษฎรของชาติมุ่งประกอบกรรมดี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รู้จักรับผิดชอบในสังคมใหญ่ ก็นับได้ว่า ชาตินั้นเจริญแล้ว และจะก้าวหน้าสืบไป สันติภาพอันแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์เรามีความอิ่มทางจิตใจจากการสร้างแต่ความดี”


“ในโลกปัจจุบัน เราจะมีความสุขแต่ลำพังโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีความเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวม ย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่นและพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่น ตามกำลังและโอกาสเสมอ”


“ปัญญา เปรียบเสมือนแก้วอันมีค่าประจำตัวมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัญญาเกิดได้จากการฟังครูสอน ได้อ่านประกอบ แล้วนำมาคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนตามคำพระท่านว่า ปัญญาย่อมเกิดเพราะการฝึกฝน ผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว จะทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ก็โดยใช้ปัญญาเพ่งพิจารณาว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นภัยแก่ตนเองและแก่สังคม”


“คนเรานี่ถ้าเผื่อรักษาจิตที่มุ่งมั่นที่จะดำรงความกตัญญูกตเวทีต่อชาติบ้านเมือง ต่อแผ่นดิน นั่นแหละเป็นของดี เป็นของยั่งยืนนาน แม้ร่างกายจะชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ความปรารถนาดีที่มีต่อคนส่วนรวมและต่อประเทศชาตินั้นจะดำรงอยู่”


“เรื่องที่น่าคิดอยู่ไม่น้อยว่า เหตุใดเมืองไทยของเราจึงรอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง อาจกล้าตอบได้ว่าเพราะในบ้านเมืองของเรายังมีคนดี ที่สร้างสมความดีอยู่เป็นจำนวนมาก หมายความว่าคนไทยทั้งชาติ ยังนิยมที่จะประกอบกุศลกรรมความดี บารมีของคนดีเหล่านั้นจึงยังสนับสนุนให้ผืนแผ่นดินนี้ เป็นดินแดนสงบร่มเย็นอยู่ได้”


“เกียรติกับเงินไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน จะเอามารวมกันไม่ได้เลยเป็นอันขาด ผู้ที่เราควรจะยกย่องว่ามีเกียรติสูงคือ ผู้ที่ไม่เสียชาติเกิด ผู้ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ใช้เวลาในชีวิตของเขาทุกวินาที สะสมคุณงามความดี”


“การสะสมและสร้างคุณงามความดีนี่แหละที่เรียกว่า การสร้างบารมี เป็นความดีอย่างหนึ่งในเมืองเรา ที่มีคนใจคอเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น รู้จักเหลียวแลดูรอบๆ ตัวเรา ถ้าหากมีแต่ความทุกข์ เราผู้เดียวจะมีความสุขได้อย่างไร จึงควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้ส่วนรวมคือชาติบ้านเมืองสงบและร่มเย็นเป็นสุข”

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/34N7teP

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *